- Published: 9 January 2025
ด้วยมหาวิทยาลัยระดับโลก วัฒนธรรมที่หลากหลาย และโอกาสมากมาย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักเรียนจากทั่วโลกจึงใฝ่ฝันที่จะศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม กระบวนการขอวีซ่านักเรียนอาจซับซ้อนและต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด
คู่มือนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจขั้นตอนการสมัครและเตรียมความพร้อมอย่างครบถ้วน พร้อมหรือยัง? มาเริ่มกันเลย!
อัปเดตวีซ่านักเรียนสหรัฐอเมริกาปี 2025
กฎระเบียบเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายและความต้องการที่เปลี่ยนไป ล่าสุด สำนักงานบริการด้านสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา (USCIS) ได้ประกาศอัปเดตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินงาน
การตรวจสอบข้อมูลหนังสือเดินทางที่เข้มงวดขึ้น
ผู้สมัครวีซ่าประเภท F, M และ J ต้องกรอกข้อมูลหนังสือเดินทางอย่างถูกต้องเมื่อนัดหมายสัมภาษณ์วีซ่า เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในระบบ
ผลกระทบต่อโอกาสฝึกงานของนักศึกษาต่างชาติ
กฎระเบียบใหม่ส่งผลต่อโอกาสฝึกงานของนักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ ดังนี้
Optional Practical Training (OPT) สำหรับวีซ่า F-1
Pre-Completion OPT: นักศึกษาสามารถทำงานนอกเวลาได้ระหว่างเรียน
Post-Completion OPT: อนุญาตให้ทำงานได้สูงสุด 12 เดือน หลังจบการศึกษา
Curricular Practical Training (CPT)
อนุญาตให้ นักศึกษาวีซ่า F-1 ทำงานเต็มเวลาในสายงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่ศึกษา
Practical Training (PT) สำหรับวีซ่า M-1
นักศึกษาที่เรียนหลักสูตรสายอาชีพสามารถฝึกงานหลังจบการศึกษาได้ ตามระยะเวลาหลักสูตร
อัปเดตใหม่ ตั้งแต่ 1 เมษายน 2024
การขยายเวลาทำงาน STEM OPT Extension ยังคงอยู่
นายจ้างไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม E-Verify อีกต่อไป แต่ต้องจัดทำแผนฝึกอบรม
ลดความถี่ในการรายงานของนักศึกษาจากทุก 6 เดือน เป็น ทุกปี
เพิ่มเวลาว่างงานจาก 150 วัน เป็น 180 วัน สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วง OPT และ STEM OPT
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม? รับคำแนะนำฟรีจากที่ปรึกษา IDP!
Student Community
Join the IDP student community
Connect with peers and student ambassadors to hear real experiences, tips, and advise about studying abroad.

ประเภทของวีซ่านักเรียนสหรัฐอเมริกา
เรามาสำรวจประเภทของวีซ่านักเรียนสำหรับสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่กันก่อน การเลือกประเภทวีซ่าที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลักสูตรที่คุณเลือกเรียนและระยะเวลาของโปรแกรมการศึกษาในสหรัฐฯ
วีซ่า F-1 อะไรคือ F-1 Visa?
วีซ่าประเภท F-1 เป็นวีซ่านักเรียนที่พบได้บ่อยที่สุด ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับวิชาการที่วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา หรือเข้าร่วมหลักสูตรภาษาอังกฤษ เพื่อให้มีสิทธิ์สมัครวีซ่านี้ ผู้สมัครต้องลงทะเบียนเรียนแบบเต็มเวลาในสถาบันที่ได้รับการรับรองจาก Student and Exchange Visitor Program (SEVP) วีซ่า F-1 โดยทั่วไปจะอนุญาตให้อยู่ในสหรัฐฯ ได้ตลอดระยะเวลาที่ศึกษา รวมถึงช่วงเวลาพิเศษเพิ่มเติมสำหรับการฝึกงานแบบมีสิทธิทำงาน (OPT) ระยะเวลาในการดำเนินการวีซ่า F-1 อาจแตกต่างกันไป ดังนั้นควรยื่นสมัครล่วงหน้าก่อนวันเริ่มเรียนที่วางแผนไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
วีซ่า M-1
หากคุณสนใจเรียนด้านสายอาชีพหรือหลักสูตรที่ไม่ใช่เชิงวิชาการ เช่น โปรแกรมเทคนิคหรือการทำอาหาร วีซ่า M-1 จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณ เช่นเดียวกับวีซ่า F-1 คุณต้องลงทะเบียนเรียนในสถาบันที่ได้รับการรับรองจาก SEVP อย่างไรก็ตาม วีซ่า M-1 จะมีระยะเวลาสั้นกว่า โดยมักจำกัดอยู่แค่ช่วงระยะเวลาของหลักสูตร ยกเว้นในบางกรณีที่อาจขอขยายเวลาเพื่อการฝึกงานได้
วีซ่า J-1
วีซ่า J-1 เหมาะสำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน เช่น นักวิจัย นักเรียนแลกเปลี่ยน ผู้ดูแลเด็ก (au pair) หรือพี่เลี้ยงในค่ายเยาวชน (camp counsellor) โดยโครงการเหล่านี้เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสวัฒนธรรมอเมริกัน พร้อมกับได้รับประสบการณ์จริงในสาขาที่คุณศึกษาอีกด้วย
ข้อกำหนดในการสมัครวีซ่านักเรียนสหรัฐอเมริกา
ในการสมัครวีซ่านักเรียนสำหรับสหรัฐอเมริกา คุณต้องสมัครและได้รับการตอบรับจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจาก Student and Exchange Visitor Program (SEVP) ก่อน เมื่อได้รับการตอบรับแล้ว สถาบันจะออกแบบฟอร์ม I-20 ให้คุณผ่านสำนักงานนักเรียนต่างชาติ ซึ่งแบบฟอร์มนี้เป็นเอกสารที่บันทึกข้อมูลของคุณในฐานข้อมูลที่เรียกว่า Student and Exchange Visitor Information System (SEVIS)
สำหรับการยื่นขอวีซ่า คุณจะต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้:
หนังสือเดินทางที่มีอายุอย่างน้อย 6 เดือน หลังจากระยะเวลาพำนักในสหรัฐฯ
จดหมายตอบรับจากสถาบันที่ได้รับการรับรอง SEVP
แบบฟอร์ม I-20 จากสถาบันที่ตอบรับเข้าเรียน
ชำระค่าธรรมเนียม SEVIS
กรอกแบบฟอร์ม DS-160 และหน้าคอนเฟิร์ม
รูปถ่ายตามข้อกำหนด
ขั้นตอนสมัครวีซ่านักเรียนสหรัฐอเมริกา (US Student Visa)
1. ได้รับการตอบรับจากสถาบันที่ได้รับอนุมัติจาก SEVP
ขั้นตอนแรกคือการสมัครและได้รับตอบรับจากสถาบันที่ผ่านการรับรองจาก Student and Exchange Visitor Program (SEVP) ซึ่งเป็นระบบที่ดูแลการรับนักเรียนต่างชาติในอเมริกา ถ้าน้อง ๆ ได้รับการตอบรับแล้ว ทางโรงเรียนจะออกเอกสารสำคัญชื่อว่า Form I-20 ซึ่งใช้สำหรับขอวีซ่านักเรียนโดยเฉพาะ
2. ชำระค่าธรรมเนียม SEVIS SEVIS (Student and Exchange Visitor Information System)
เป็นระบบที่ใช้ติดตามข้อมูลของนักเรียนต่างชาติในสหรัฐฯ ทุกคนที่ขอวีซ่า F, M หรือ J ต้องชำระค่าธรรมเนียมนี้ก่อน โดยสามารถจ่ายผ่านระบบออนไลน์บนเว็บไซต์ทางการ และอย่าลืมเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ให้ดี เพราะต้องใช้ตอนสัมภาษณ์วีซ่า 💡 หมายเหตุ: ค่าวีซ่านักเรียนสหรัฐฯ จะมีทั้ง ค่าวีซ่า และ ค่า SEVIS แยกจากกันนะคะ .
3. กรอกแบบฟอร์ม DS-160 แบบฟอร์ม DS-160
คือใบสมัครขอวีซ่าชั่วคราว (Non-immigrant Visa) แบบออนไลน์ ที่ใช้กันทั่วไปสำหรับผู้ที่ขอวีซ่านักเรียน ข้อมูลในฟอร์มนี้จะค่อนข้างละเอียด เช่น ข้อมูลส่วนตัว การศึกษา การเงิน และแผนการเดินทางในอเมริกา ดังนั้นควรตรวจสอบความถูกต้องทุกข้อก่อนกดยืนยัน เพราะข้อมูลผิดอาจทำให้การพิจารณาล่าช้าหรือโดนปฏิเสธได้
4. นัดสัมภาษณ์และเข้าสัมภาษณ์วีซ่า
ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการสัมภาษณ์วีซ่าที่สถานทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่จะสอบถามเรื่องแผนการเรียน แหล่งเงินทุน และความสัมพันธ์กับประเทศไทย เพื่อพิจารณาว่าคุณมีความตั้งใจจะไปเรียนจริงและจะกลับมาหลังเรียนจบหรือไม่ 💡 เคล็ดลับ: ซ้อมตอบคำถามให้มั่นใจก่อนวันสัมภาษณ์ และแต่งตัวสุภาพเรียบร้อยเพื่อสร้างความประทับใจ
5. เตรียมเอกสารประกอบเพิ่มเติม
นอกจากแบบฟอร์ม DS-160 แล้ว ยังต้องใช้เอกสารอื่น ๆ ประกอบ เช่น:
พาสปอร์ต
ใบตอบรับจากมหาวิทยาลัย (Form I-20)
ใบแสดงผลการเรียน (Transcript)
หลักฐานการเงิน เช่น หนังสือรับรองบัญชี/ทุนการศึกษา
เอกสารอื่น ๆ ที่สถานทูตอาจร้องขอเพิ่มเติม
ข้อควรรู้: เอกสารที่ต้องใช้จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แนะนำให้ตรวจสอบกับเว็บไซต์ของสถานทูตหรือกงสุลสหรัฐฯ ในประเทศไทยอีกครั้ง
6. ข้อกำหนดเพิ่มเติมเฉพาะประเทศ
ในบางประเทศอาจมีข้อกำหนดหรือขั้นตอนการยื่นขอวีซ่าที่เพิ่มเติมจากขั้นตอนทั่วไป จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่คุณควรศึกษาข้อกำหนดเฉพาะของประเทศนั้น ๆ ล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาเตรียมเอกสารครบถ้วนภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เมื่อคุณได้รับวีซ่าแล้ว คุณจะต้องมั่นใจว่า:
คุณจะไม่เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาก่อนวันเริ่มต้นหลักสูตรที่ระบุไว้ใน I-20 เกินกว่า 30 วัน
คุณจะต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างชาติของสถาบัน (Designated School Official หรือ DSO) ทันทีเมื่อเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา
คุณจะต้องติดต่อกับ DSO อีกครั้งไม่เกินวันเริ่มต้นหลักสูตรที่ระบุไว้ในเอกสาร I-20
คุณต้องรักษาสถานะวีซ่าให้ถูกต้อง โดยปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในวีซ่า และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ในช่วงที่คุณศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกาภายใต้วีซ่านักเรียน คุณต้อง:
เข้าเรียนและผ่านทุกวิชาตามที่กำหนด หากพบว่าเนื้อหายากเกินไป คุณควรรีบแจ้ง DSO ทันที
หากคุณคิดว่าจะไม่สามารถจบหลักสูตรได้ทันตามวันที่ระบุใน I-20 คุณควรพูดคุยกับ DSO เพื่อขอขยายระยะเวลาหลักสูตร
ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาทุกเทอม หากคุณไม่สามารถเรียนเต็มเวลาได้ คุณต้องแจ้ง DSO ทันที
ห้ามถอนตัวจากการเรียนเต็มเวลาทั้งหมดโดยไม่ปรึกษากับ DSO ก่อน
ข้อควรพิจารณาด้านการเงิน
การเรียนต่อในสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องมีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ คุณจำเป็นต้องแสดงให้เจ้าหน้าที่กงสุลเห็นว่าคุณมีเงินทุนเพียงพอสำหรับชำระค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาที่อยู่ในประเทศ
หลักฐานทางการเงินสามารถแสดงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น รายการเดินบัญชีธนาคาร จดหมายรับทุน หรือหนังสือแสดงความรับผิดชอบทางการเงินจากผู้สนับสนุน คุณควรจัดเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อมและแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนเพื่อยืนยันความสามารถทางการเงินของคุณ
ทุนการศึกษาและความช่วยเหลือทางการเงินสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนในสหรัฐฯ ได้ คุณควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษาที่เปิดให้โดยมหาวิทยาลัย องค์กรภายนอก หรือแม้กระทั่งรัฐบาลในประเทศของคุณเอง ทรัพยากรจาก IDP เกี่ยวกับทุนและความช่วยเหลือทางการเงินก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการค้นหาเช่นกัน
หากคุณถือวีซ่านักเรียนประเภท F-1 โดยทั่วไปจะสามารถทำงานในมหาวิทยาลัยได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงภาคการศึกษา และทำงานเต็มเวลาได้ในช่วงปิดภาคเรียน การทำงานนอกมหาวิทยาลัยจะถูกจำกัดและต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ คุณควรศึกษากฎระเบียบด้านการทำงานของนักเรียนต่างชาติอย่างถี่ถ้วนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
เคล็ดลับสำหรับการสมัครวีซ่าให้สำเร็จ
การได้วีซ่านักเรียนสหรัฐอเมริกาต้องอาศัยการวางแผนและเตรียมตัวอย่างรอบคอบ ต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณผ่านขั้นตอนการสมัครได้อย่างมั่นใจ และเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติ
เริ่มต้นเร็ว: กระบวนการสมัครวีซ่าอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน โดยเฉพาะช่วงที่มีผู้สมัครจำนวนมาก การเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณมีเวลาเพียงพอในการเตรียมเอกสาร นัดวันสัมภาษณ์ และดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเรียบร้อย
ซื่อสัตย์และโปร่งใส: การให้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงในการสมัครวีซ่า อาจทำให้ถูกปฏิเสธวีซ่าทันที และอาจถูกแบนจากการสมัครในอนาคตอย่างถาวร ควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและตรงไปตรงมาเสมอ และเตรียมพร้อมตอบคำถามของเจ้าหน้าที่กงสุลอย่างมั่นใจ
ฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์: การสัมภาษณ์วีซ่าอาจสร้างความกังวลได้ แต่การเตรียมตัวคือกุญแจสำคัญ ลองซ้อมตอบคำถามสัมภาษณ์ยอดนิยมกับเพื่อน คนในครอบครัว หรือที่ปรึกษา IDP วิธีนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจและพูดได้อย่างชัดเจนในวันสัมภาษณ์จริง
แต่งกายสุภาพ: ความประทับใจแรกสำคัญมาก ควรแต่งกายสุภาพและเหมาะสมสำหรับการสัมภาษณ์วีซ่า เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณให้ความสำคัญกับโอกาสทางการศึกษาในสหรัฐอเมริกา
แสดงให้เห็นถึงความผูกพันกับประเทศบ้านเกิด: หนึ่งในปัจจัยหลักที่เจ้าหน้าที่กงสุลใช้ในการพิจารณาคือ ความตั้งใจของผู้สมัครว่าจะกลับประเทศหลังเรียนจบ คุณควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัว แผนการทำงาน หรือหลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงว่าคุณมีความผูกพันกับประเทศไทยอย่างแท้จริง
อย่าละเลยทักษะภาษาอังกฤษของคุณ: ถึงแม้ว่าคุณจะมั่นใจในทักษะภาษาอังกฤษของตนเองอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าการผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษขั้นต่ำของหลักสูตรที่สมัครไว้เป็นสิ่งจำเป็น คุณควรเตรียมผลสอบวัดระดับภาษา เช่น IELTS หรือ TOEFL เพื่อใช้ยืนยันความสามารถทางภาษาของคุณเมื่อต้องยื่นสมัครเข้าเรียนกับสถาบันที่ผ่านการรับรอง SEVP
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการขอวีซ่านักเรียนสหรัฐอเมริกา
แม้ว่าคุณจะเตรียมตัวมาอย่างรอบคอบ แต่อาจยังมีข้อผิดพลาดบางอย่างที่ทำให้การขอวีซ่านักเรียนสหรัฐฯ ไม่สำเร็จได้ มาดูกันว่าข้อผิดพลาดเหล่านี้มีอะไรบ้าง และจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร
หลักฐานทางการเงินไม่เพียงพอ: หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการถูกปฏิเสธวีซ่าคือการไม่สามารถแสดงหลักฐานทางการเงินที่เพียงพอว่าคุณสามารถรับผิดชอบค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในสหรัฐอเมริกาได้อย่างเหมาะสม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้จัดเตรียมเอกสารทางการเงินที่จำเป็นทั้งหมด และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณมีความสามารถในการดูแลค่าใช้จ่ายของตนเองตลอดระยะเวลาที่ศึกษาในประเทศสหรัฐฯ
การยื่นใบสมัครที่ไม่สมบูรณ์: การส่งใบสมัครที่ขาดข้อมูลหรือไม่ครบถ้วนถือเป็นสาเหตุที่ทำให้ขั้นตอนการพิจารณาล่าช้า หรือในบางกรณีอาจทำให้การขอวีซ่าถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ควรตรวจสอบทุกส่วนของแบบฟอร์มให้ละเอียดก่อนส่ง ว่ากรอกข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และแนบเอกสารประกอบครบทุกฉบับตามที่ระบุไว้
ไม่มีหลักฐานผูกพันกับประเทศบ้านเกิด: เจ้าหน้าที่กงสุลจำเป็นต้องมั่นใจว่าคุณมีความตั้งใจที่จะเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดหลังจากเรียนจบ คุณควรแสดงแผนการในอนาคตอย่างชัดเจน โดยเน้นให้เห็นถึงความผูกพันกับประเทศของคุณ เช่น ครอบครัว อาชีพที่วางแผนไว้ หรือทรัพย์สินที่มีในประเทศ เพื่อยืนยันว่าคุณไม่มีเจตนาจะพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร
ให้ IDP ช่วยคุณสมัครวีซ่านักเรียนสหรัฐอเมริกา – ปรึกษาฟรี!
วางแผนสมัครวีซ่านักเรียนสหรัฐอเมริกาแต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร? IDP มีทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ พร้อมช่วยคุณทุกขั้นตอน กรอกฟอร์ม หรือติดต่อ Line:@idpthailand
เพียงแค่ 1 บัญชีสำหรับการไปเรียนต่อต่างประเทศ
สร้างโปรไฟล์พร้อมทั้งปลดล็อกคุณสมบัติต่าง ๆ มากมาย รวมถึงคำแนะนำแบบส่วนตัว แอปพลิเคชันที่ติดตามได้อย่างรวดเร็ว และอื่น ๆ อีกมากมาย










