text.skipToContent text.skipToNavigation
Language: Language:
ติดต่อ IDP 02-638-3111 หรือ Line: @idpthailand
IDP เชียงใหม่ 053-217-552 หรือ Line: @idpchiangmai

เรียนต่อที่เอดินเบอระ

คู่มือการใช้ชีวิตสำหรับนักเรียนในเอดินเบอระ

ชื่อเสียงส่วนหนึ่งของสกอตแลนด์ก็คงจะมาในฐานะของประเทศที่ผู้ชายสวมกระโปรง (Kilts) มีเมนูอาหารที่ทำจากกระเพาะแกะ (Haggis) และสำเนียงที่แสนจะฟังยาก

แต่น้องๆ จะได้ค้นพบว่า ถึงแม้เอดินเบอระจะเป็นสถานที่ที่มีสิ่งแปลกๆ เหล่านี้อยู่ก็จริง แต่ก็ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกิจกรรมสนุกสนานให้ทำ และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจให้ไปรู้จัก

✔️  เรียนจบไวกว่าประเทศอื่นๆ

✔️  การศึกษาคุณภาพสูง มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

✔️  ค่าใช้จ่ายไม่ได้แพงอย่างที่คิด

✔️  สามารถทำงานระหว่างเรียนได้

✔️  ประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ การเมือง และ กฎหมายของโลก

อะไรทำให้เอดินเบอระพิเศษกว่าที่อื่น

มีสาเหตุสำคัญอยู่ที่ทำให้เอดินเบอระเป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนและผู้ผลิตภาพยนตร์มาหลายศตวรรษ

ที่นี่มีบรรยากาศเหนือกาลเวลาที่จะทำให้ใครๆ ก็รู้สึกเสมือนกำลังอยู่ในนิยายของ Jane Austen แต่ในขณะเดียวกันตัวเมืองก็ยังมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ในฐานะเมืองหลวงแห่งความทันสมัย

ด้านล่างนี้คือสาเหตุว่าทำไม เอดินเบอระถึงพิเศษกว่าที่อื่นๆ

ประวัติศาสตร์อยู่ในทุกซอกทุกมุม

อาคารที่สูงเด่นเป็นสง่าบนหนึ่ในหินขนาดยักษ์ในตัวเมือง (เรียกว่า ‘Castle Rock’) คือ Edinburgh Castle ซึ่งเป็นป้อมประการมาแล้วกว่าพันปี และยังเป็นป้อมที่ถูกโจมตีมากที่สุดในโลกอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ ‘Black Dinner’ ที่ปราสาทแห่งนี้ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจสำหรับฉาก ‘Red Wedding’ ของ Game of Thrones

นอกจากนั้น Edinburgh Castle ก็มีทั้งมงกุฎ Scottish Crown Jewels, อาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง และทิวทัศน์ที่งดงามมาก

วิวแบบเหนือชั้น

ที่ใจกลางของภูเขาไฟที่ดับสนิทไปนานแล้วนั้นมีชื่อว่า Arthur’s Seat ซึ่งสามารถเห็นได้โดดเด่นบนเส้นขอบฟ้าของเมือง เมื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของ Arthur’s Seat (ที่ถึงจะเดินขึ้นไปไม่ไกลมากแต่ก็ขอแนะนำให้ใส่รองเท้าที่ทนทานสักหน่อย นักท่องเที่ยวที่สวมส้นสูงหลายคนต้องเสียดายกันมานักต่อนักแล้ว) จากจุดนั้นจะสามารถเห็นทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของเมืองได้ ไม่เพียงเท่านั้น ภูเขาไฟนี้ก็ยังช่วยทำหน้าที่บอกฤดูกาลได้อีกด้วย (เป็นพรมดอกไม้สีเหลืองในฤดูใบไม้ผลิ และเป็นสีขาวโพลนในชวงฤดูหนาว)

ประวัติศาสตร์เพิ่มเติม

ในสมัยก่อน เอดินเบอระถูกเรียกว่า ‘Auld Reekie’ (หรือ ‘Old Smokey’ ในภาษาอังกฤษปกติ) ซึ่งมีที่มาจากควันหนาที่ลอยออกมาจากปล่องไฟในเมืองเก่าและ Nor Loch ทะเลสาบที่ไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับ Castle Rock

Nor Loch เคยเป็นบ่อน้ำที่ไหลออกมาจากเมืองเก่าของเอดินเบอระ ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะเทของเสียทิ้งลงในถนน โชคดีที่ตอนนี้มันถูกระบายออกและถมสร้างเป็นสวนและสถานีรถไฟเรียบร้อยแล้ว

ประเพณีใหม่ๆ

ถ้าประวัติศาสตร์ไม่ใช่แนวทาง ที่นี่ก็มีทั้งอาหารอร่อยๆ (ลอง ไอศครีมงาดำ ดูมั้ย? หรือไม่ก็มื้อเที่ยงแบบมีมโนธรรมทางสังคมสักหน่อย), การเต้นแบบพื้นบ้านสนุกๆ ที่เรียกว่า Ceilidhs (อ่านว่า เค-ลี), เทศกาลที่มีแทบทุกเดือนตลอดปี, กีฬาที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนนิยายเรื่อง Sherlock Holmesแหล่งมรดกโลก UNESCO และที่มาเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยดีๆ หลายแห่ง

แฮร์รี่ พอตเตอร์

แน่นอนว่าต้องมีแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่แล้ว เพราะเจ. เค. โรว์ลิ่งเขียนส่วนใหญ่ของหนังสือเรื่องนี้ที่เอดินเบอระ และถ้าสังเกตดูก็จะเห็นได้เลยว่าที่นี่ให้แรงบันดาลใจกับหนังสือเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ชื่อของตัวละครหลายตัวมีที่มาจาก Greyfriar’s Kirkyard (มีป้ายหลุมศพของชายที่ชื่อ Thomas Riddle กับลูกชายของเขาที่มีชื่อเดียวกัน นอกจากนี้แล้วยังมีนามสกุล McGonagall และ Moodie อีกด้วย) โรงเรียนที่ดูเหมือนปราสาทก็สร้างแรงบันดาลใจเป็นโรงเรียนฮอกวอตส์ และถนนคดเคี้ยวที่มีร้านรวงอัดแน่นอยู่เต็มไปหมดก็คงจะทำให้แฟนหนังสือหลายคนนึกถึงตรอกไดแอกอน และที่สำคัญก็ยังมีร้านกาแฟที่โรว์ลิ่งใช้นั่งดื่มชาไปในระหว่างเขียนเรื่องราวของหนังสือเรื่องนี้ลงในสมุด

กระแสและอิทธิพลของแฮร์รี่ พอตเตอร์มีอยู่ทุกที่ ร้านค้าหลายร้านขายผ้าพันคอ หมวกไหมพรม และเสื้อไหมพรมลายเครื่องแบบฮอกวอตส์ บาร์ต่างๆ มีเครื่องดื่มอย่าง Butterbeer และ Firewhisky เสิร์ฟ ร้านเกมเอสเคปมีเกมที่ผู้เล่นจะต้องเอาชนะโวลเดอร์มอร์ให้ได้ คณะละครสดก็มีการแสดงโชว์ในธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์ทุกคืนวันพฤหัส และร้านค้าอีกมากมายก็วางขายสินค้าของโลกเวทมนตร์กันเต็มชั้น

แกะความหมายคำสแลงภาษาสก็อต

เมื่อมาถึงเอดินเบอระแล้ว ไม่นานน้องๆ ก็จะได้เห็น (หรือได้ยิน) ภาษาสกอตแน่นอน (ในสนามบินมีป้าย ‘Haste ye Back’ ซึ่งหมายความว่า ‘Come back soon’) ถึงแม้ว่าภาษาจะใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ ภาษาสกอตก็ถือว่ามีสำเนียงภาษาถิ่นของตัวเอง นอกจากนี้แล้วก็ยังมีภาษา Gaelic ที่ถึงจะมีให้เห็นอยู่เป็นครั้งคราว แต่ก็พบได้บ่อยกว่าในแถบ Highlands และตามเกาะต่างๆ

หลังจากได้ยินภาษาสกอตไปสักพักแล้ว น้องๆ ก็น่าจะเริ่มเข้าใจคำสแลงขึ้นมาบ้างบางคำ อีกทั้งคนท้องถิ่นก็มักยินดีช่วยอธิบายความหมายให้ด้วย (ถ้าหากถูกถามอย่างสุภาพ)

ตัวอย่างของคำที่จะเจอได้บ่อยๆ มีดังนี้:

Aye
Yes

Nae
No และ Not (น้องๆ จะได้ยินบ่อยในคำว่า ‘Nae bother’ ซึ่งหมายความว่า ‘ไม่มีปัญหา’ และ ‘Cannae’ หรือ ‘Canna’ ที่ก็คือคำว่า ‘Can’t’)

Guid
Good

Dug
Dog

Coo
Cow ปกติแล้วจะใช้สำหรับเรียก Highland Coo ที่แสนน่ารักโดยเฉพาะ

Ye
You

Tae
To

Auld
Old น้องๆ น่าจะได้เห็นคำนี้ในเพลงประจำเทศกาล Hogmanay (หรือก็คือวันก่อนขึ้นปีใหม่ New Year’s Eve ถ้าอยากเรียกด้วยชื่อที่ไม่ใช่ภาษาสกอต) เพลง Auld Lang Syne (ผู้แต่ง Robert ‘Rabbie’ Burns มีวันเฉลิมฉลองเป็นของตัวเองในเดืนมกราคมของทุกปี ชื่อว่า Burns Nights) ถ้าน้องๆ เคยอยากเห็นการใช้ดาบแทงเครื่องในแกะละก็ นี่ละคือเทศกาลที่เหมาะที่สุด

Taps Aff/Tap Oan
Tops Off (ถอดเสื้อ)/Tops On (ใส่เสื้อ) สองคำนี้เป็นคำที่จำเป็นต้องรู้เลยเชียวละ เพราะเมื่อไหร่ที่อากาศเริ่มร้อนขึ้น และมีวันแดดออกที่เอดินเบอระ (อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส) ทุกคนก็จะพากันหาสถานที่สำหรับอาบแดด เว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่จะคอยบอกว่าสภาพอากาศในตอนนั้นๆ ควรจะ Taps Aff หรือไม่ หรือว่า ‘Pish’

Ragein’
โกรธ/โมโหกับอะไรสักอย่างมากๆ/อาละวาด

Haar
คำนี้เป็นคำสำหรับบรรยายปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศที่หมอกจากทะเลตอนเหนือเข้ามาปกคลุมในตัวเมือง ซึ่งจะสามารถเห็นได้ว่าลอยเข้ามาทางน้ำ ยิ่งสร้างบรรยากาศน่ากลัวให้กับเมืองเมื่อเห็นว่ามีหมอกปกคลุมขอบฟ้าอยู่ลิบๆ

ตักตวงวัฒนธรรมของเอดินเบอระในราคาประหยัด

ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกลเลยถ้ากำลังต้องการเสพวัฒนธรรมของที่นี่ เพราะที่เอดินเบอระมีให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงพื้นถิ่นของสกอตแลนด์ ชมศิลปะและแฟชั่น ชิมอาหาร หรือเข้าร่วมเทศกาลระดับโลกต่างๆ

รู้ว่าเมื่อไหร่มีงานเทศกาล

ทุกเดือนสิงหาคมของทุกปีจะมีงานเทศกาลที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการในเอดินเบอระ 6 เทศกาล (และก็มีที่ไม่เป็นทางการอยู่บ้าง) ซึ่งหมายความว่าในเมืองจะล้นหลามไปด้วยนักแสดง ศิลปิน และนักท่องเที่ยว

การได้อยู่ในเมืองที่มีแสงสีเสียง สีสัน และความคึกคักแบบนี้ (ที่ Edinburgh Castle จะมีโชว์พลุทุกคืนตลอดช่วงงาน Edinburgh Military Tattoo) นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก มีผู้คนใหม่ๆ เป็นพันๆ คนให้ได้พบปะ มีบาร์ชั่วคราวและตลาดนัดผุดขึ้นมาหลายแห่ง และที่สำคัญ มีโชว์มากมายให้ดู

ทั่วทั้งเมืองจะมีแต่เสียงความสนุกสนาน ผู้คน และใบปลิว (น้องๆ จะได้เจอคนเยอะมากที่พยายามแจกใบปลิว ซึ่งน้องๆ ก็สามารถปฏิเสธไปได้อย่างสุภาพ)

วางแผนล่วงหน้า

สังเกตให้ดีเวลาออกไปทานอาหารหรือดื่มที่ร้านไหน เพราะช่วงหลังมานี้มักพบว่าบาร์และร้านอาหารหลายแห่งปรับราคาให้สูงขึ้นเพื่อฉวยโอกาสจากช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามาก

ในช่วงสิงหาคม น้องๆ จำเป็นจะต้องเผื่อเวลาเดินทางเมื่อจะไปแถวกลางเมืองให้มากขึ้น เพราะระบบขนส่งอาจล่าช้า และฝูงชนที่อยู่ในเมืองมากกว่าปกติก็จะทำให้การเดินไปไหนมาไหนช้าลง ถ้าน้องๆ อาศัยอยู่ในที่พักสำหรับนักศึกษา ก็ควรจะตรวจสอบให้ดีว่าสามารถพักในช่วงเดือนนี้ได้ไหม เพราะมีที่พักหลายแห่งที่ก็ต้องการถือโอกาสนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพักด้วยเช่นกัน

มีคนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่เดินทางออกจากเมือง และถ้าน้องๆ เริ่มบ่นเกี่ยวกับ ‘the Fringe’ ก็แสดงว่าตัวเองก็เริ่มจะกลายมาเป็นชาวเอดินเบอระเต็มตัวแล้ว

รู้เคล็ดลับของคนท้องถิ่น

สิงหาคมจะเป็นเดือนที่ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงได้ถ้าน้องๆ ออกไปข้างนอกบ่อยขึ้น ซื้อตั๋วชมการแสดง ซื้ออาหารและเครื่องดื่มระหว่างเดินเที่ยวในงานเทศกาลที่ทั้งสนุกและวุ่นวายสุดๆ

แต่ก็มีวิธีที่จะช่วยประหยัดเงินอยู่สองสามวิธี เช่น การเลือกเข้าชมการแสดงฟรี (แต่ก็ยังจำเป็นจะต้องจ่ายเงินสักเล็กน้อยให้กับเหล่านักแสดง) ซึ่ง Fringe Festival ก็จะมีการเปิดให้ชมโชว์ ‘ตัวอย่าง’ ในราคาส่วนลดช่วงต้นเดือน หรือโปรโมชั่น two-for-one หรือส่วนลดนักเรียน (ในบางครั้ง) และตั๋วราคาถูกที่จะขายตอนใกล้เริ่มแสดง

หรือถ้า Edinburgh Military Tattoo เป็นแนวทางของน้องๆ มากกว่า ในช่วงต้นเดือนก็จะมีการซ้อมในชุดสำหรับแสดงจริงเปิดให้ชมในราคาที่ถูกกว่าปกติ (ซึ่งโชว์ก็แทบไม่ต่างกันเลย) ตั๋วเหล่านี้จะเริ่มขายช่วงวันที่ 22 กรกฎาคม

เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีตลอดปี

สำหรับช่วงเวลาอื่นๆ ในปีนั้นก็ยังมีอะไรให้ดูให้ชมด้วยเหมือนกัน ถ้าชื่นชอบคอเมดี้ ก็ลองไปที่คลับอย่าง The Stand และ The Monkey Barrel ที่จะมีตลกมากหน้าหลายตาที่ทั้งต้องการทดลองอะไรใหม่ๆ หรือกำลังเริ่มสร้างชื่อเสียงมาแสดงที่นี่ ด้วยตั๋วราคาถูกและบาร์อาหารก็หมายความว่าเราจะสามารถใช้เวลาไปตลอดคืนได้โดยเสียเงินแค่มีกี่ปอนด์เท่านั้น แล้วยังได้ดูตลกที่ปกติจะคิดราคาแพงกว่านี้มาก

ละครเพลงโดยคณะ West End จากลอนดอนก็มีจัดทัวร์อยู่สม่ำเสมอ ซึ่งคณะบัลเล่ต์ Scottish Ballet และคณะละครเวที The National Theatre ก็ไม่ต่างกัน

วิธีการรับมือกับสภาพอากาศ

ข่าวร้ายสำหรับคนชอบหิมะ: ที่เอดินเบอระไม่ค่อยมีหิมะตกเท่าไหร่

เนินเขาที่ล้อมรอบตัวเมือง (The Pentlands) และแม่น้ำหลายสาย (Firth of Forth) ช่วยให้เมืองเอดินเบอระไม่ต้องเจอกับสภาพอากาศแบบสุดขั้ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าที่กลาสโกว์จะกำลังเจอพายุหิมะ เอดินเบอระก็จะยังสงบดี (หรืออาจจะแค่มีฝนตก)

ใครที่ชื่นชอบหิมะก็สามารถไปสัมผัสได้ในแถบที่สูงต่างๆ หรือจะข้ามไปที่กลาสโกว์เลยก็ได้ และแน่นอนว่าช่วงฤดูหนาวจะต้องมีน้ำแข็งอยู่ทุกที่ ดังนั้นรองเท้าดีๆ และเสื้อโค้ทอุ่นๆ ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นมากเช่นกัน แต่ของพวกนี้น้องๆ สามารถมาหาซื้อได้ที่นี่ (ไม่ว่าจะซื้อจากร้านของบริจาคราคาถูก หรือร้านขายอุปกรณ์กลางแจ้งที่มีอยู่ทั่วเมือง)

เตรียมให้พร้อมสำหรับความมืดมิด

ช่วงหน้าหนาวอาจจะลำบากอยู่พอสมควร ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิ แต่เพราะช่วงเวลากลางวันจะสั้นลง (ในวันที่กลางวันสั้นที่สุดจะมีแสงอาทิตย์แค่ระหว่าง 8.45 ถึง 3.30 เท่านั้น)

คนส่วนใหญ่แก้ปัญหานี้ด้วยการทานยาวิตามิน D ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปหรือในซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ในราคาที่ไม่แพงมาก วิตามิน D จะช่วยได้มากเวลาที่รู้สึกหดหู่จากการขาดแสงอาทิตย์ ดังนั้นน้องๆ ก็ลองเช็คกับแพทย์ให้เรียบร้อยก่อนจะเดินทางมาก็ได้

วางแผนออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะไปใกล้หรือไกล

โชคดีที่เอดินเบอระมีระบบรถบัสที่ดีมาก ถ้าเกิดน้องๆ อยากจะหนีอากาศชื้นไปที่อื่นขึ้นมา ก็สามารถไปได้ง่ายๆ เลย เพราะบริษัทนี้มีทั้งแอปที่ช่วยในการวางแผน และแอปสำหรับซื้อตั๋ว หรือจะไปซื้อด้วยตัวเองก็ได้ (แต่ต้องจ่ายด้วยเงินสดเท่าไหร่ และไม่มีเงินทอนยกเว้นรถบัสจากสนามบิน) หรือจะใช้บัตรรถบัส

ถ้ามีทุนมากพอ น้องๆ ก็อาจจะไปเที่ยวสเน กรีซ หรือสถานที่ในแถบที่มีแสงแดดอยู่ตลอด ในช่วงพฤษภาคมถึงกันยายน ราคาเที่ยวบินจะไม่แพงมากนัก และสภาพอากาศก็ยังอบอุ่นอยู่ ถ้าสนามบินเอดินเบอระราคาแพงเกินไป ก็ลองไปขึ้นเครื่องที่กลาสโกว์แทนก็ได้ อยู่ห่างกันแค่เพียงสถานีรถบัสและรถไฟสถานีเดียวเท่านั้นเอง

ตักตวงช่วงเวลาในหน้าร้อนให้มากที่สุด

ที่จริงแล้วสกอตแลนด์ก็มีหน้าร้อนเหมือนกัน แล้วก็มีวันที่แดดดีหลายวันด้วย แต่แค่จะต้องทำใจไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะต้องเจอฝนหรือฟ้าครึ้มในวันถัดไป แต่ยังไงก็ตามก็ยังมีโอกาสได้เจอสภาพอากาศแบบสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นจริงๆ (แล้วน้องๆ ก็จะต้องตกใจที่อุณหภูมิ 21 องศาอุ่นเกินคาด)

ตักตวงช่วงกลางวันที่ยาวนานเหล่านี้ไว้ ในช่วงกลางหน้าร้อน มีโอกาสที่จะมีแสงอาทิตย์ตั้งแต่ตอนตีสี่ครึ่ง ไปจนถึงสี่ทุ่ม ยิ่งไปกว่านั้นแล้วช่วงพลบค่ำกับช่วงเช้ามืดก็จะนานขึ้นอีกด้วย แค่ต้องระวังให้ดีว่าอาจจะลืมทานมื้อเย็นไปจนถึงตอนสามทุ่ม

ลงทุนกับผ้าปิดตาดีๆ (ถ้าในห้องนอนไม่มีม่านกันแสง) และก็ลองเลือกซื้อแว่นตากันแดดสำหรับตอนที่จะออกไปเดินเที่ยวตอน ‘กลางคืน’ โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่คลับต่งๆ จะเปิดกันจนถึงตีห้า ซึ่งหมายความว่าเราก็จะได้เดินกลับบ้านใต้แสงอาทิตย์กันไปเลย

✔️  IDP เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยกว่า 80 สถาบันในประเทศอังกฤษ

✔️  IDP เป็นเจ้าของร่วมข้อสอบ IETLS และเป็นศูนย์สอบ IELTS ขนาดใหญ่

✔️  UK Counsellor ของเราได้รับการรับรองจาก BC ทุกคน

✔️  IDP ได้รับความไว้วางใจจากนักศึกษาทั่วโลกและเปิดให้บริการมากกว่า 50 ปี

✔️  IDP คือผู้นำด้านการเรียนต่อที่มีสาขาใหญ่ที่สุดในโลก

เรียนต่ออังกฤษกับ IDP

 

บทความน่าสนใจ

โปรดเลือกระดับการศึกษา

ใส่คำค้นหา เลือกจากรายการหรือกดค้นหา

  • เริ่มค้นหาตอนนี้ เลือกจากรายชื่อหรือกดค้นหา

  • ใส่คำค้นหา เลือกจากรายการหรือกดค้นหา

โปรดพิมพ์ และเลือกสถาบัน

  • พิมพ์ตัวอักษร 3 ตัวของชื่อมหาวิทยาลัย และเลือกจากลิสต์

  • กรอกชื่อมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียน และเลือกจากลิสต์