text.skipToContent text.skipToNavigation
Language: Language:
ติดต่อ IDP 02-638-3111 หรือ Line: @idpthailand
IDP เชียงใหม่ 053-217-552 หรือ Line: @idpchiangmai

เรียนต่อที่บอสตัน

คู่มือการใช้ชีวิตสำหรับนักเรียนในบอสตัน

ถามชาวบอสตันคนไหนก็ได้ว่าชอบอะไรที่สุดในเมือง แล้วก็จะได้คำตอบที่ไม่ซ้ำกันเลยซักอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเหล่านั้นอาศัยอยู่ในย่านไหน ในช่วงไหนของปี และสภาพอากาศในวันนั้นเป็นยังไง

สำหรับชาวบอสตันแล้วก็คงจะตัดสินใจยากด้วยเช่นกัน เพราะเมืองนี้มีสารพัดสิ่งให้ดูให้ทำ จนอาจจะเรียกได้ว่าชาวบอสตันมีตัวเลือกอย่างไม่หวาดไม่ไหวเลยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นถนนปูกรวดตั้งแต่ยุคอาณานิคม ทีมกีฬาแชมเปียนชิป และกิจกรรมที่มีให้ทำโดยไม่เสียเงินตลอดทั้งปี

✔️  เมืองแห่งนวัตกรรมของโลก

✔️  ลงทุนด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน

✔️  มีหลักสูตรเอกลักษณ์ ออกแบบกตามความถนัดรายบุคคล

✔️  โอกาสในการท่องเที่ยว

✔️  พบเจอผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ

บอสตันเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่ม Puritan ในปี 1630 ทำให้มีสถาปัตยกรรมและบรรยากาศที่ผสมผสานกันระหว่างสไตล์สมัยเก่า กับวัฒนธรรมครึกครื้นเปี่ยมเทคโนโลยี เพราะย่านกลางเมืองของบอสตันนั้นเป็นทั้งแหล่งที่ตั้งของบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีและเทคโนโยลีชีวภาพ (biotech) หลายร้อยบริษัท มี 35 วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย และนักเรียนกว่า 150,000 คน

ระบบขนส่งสาธารณะของบอสตัน หรือ วิธีการขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน (the T)

คนท้องถิ่นที่นี่เรียกรถไฟใต้ดินว่า ‘T’ ย่อมาจาก ‘MBTA’ แต่ถ้าน้องๆ ถามทางไปรถไฟใต้ดินโดยใช้คำว่า subway ทุกคนก็จะยังเข้าใจความหมายได้เช่นกัน

ช่วง rush hour มีผู้โดยสารหนาแน่น และอาจล่าช้าได้บ่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นรถไฟฟ้าใต้ดินก็ยังเป็นวิธีการเดินทางที่ราคาถูกที่สุดแล้ว ในระหว่าง rush hour (ช่วงเจ็ดโมงถึงสิบโมงเช้า และสี่โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) ก็จะยังถึงที่หมายได้เร็วกว่าการขับรถหรือใช้บริการ Uber หรือแท็กซี่ด้วย เพราะการจราจรของบอสตันนั้นได้ชื่อว่าอยู่ในกลุ่มที่แย่ที่สุดในประเทศเลยทีเดียว โดยเฉพาะถนนสายเล็กๆ ที่จะแน่นขนัดไปด้วยรถขับช้า

ด้านล่างนี้คือสิ่งต่างๆ ที่ควรรู้ในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะของบอสตัน ซึ่งเป็นระบบรถไฟใต้ดินที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ สายแรกเริ่มวิ่งใต้ถนน Tremont Street ในปี 1897

รถไฟใต้ดินมีทั้งหมด 5 สาย

  1. สายสีแดง: วิ่งจาก Cambridge ที่อยู่ทางเหนือ ไปยัง South Boston และ Quincy ในทางใต้ สายนี้มักคนแน่น และก็ยังเป็นสายที่ต้องขึ้นถ้าจะไปที่ Harvard Square หรือหนึ่งในบรรดาร้านอาหารที่ Somerville
  2. สายสีเขียว: มีสี่เส้นทางย่อยที่วิ่งทั้งบนดินและใต้ดิน มุ่งหน้าไปทางตะวันตกไปยัง Fenway Park, Boston University, Boston College, Brookline และ Newton ทุกสถานีที่อยู่ทางตะวันตกของ Kenmore Square จะอยู่กลางแจ้ง โดยตัวขบวนรถไฟจะวิ่งเหมือนรถรางมากกว่าและจอดทุกๆ หนึ่งหรือสองบล็อก
  3. สายสีส้ม: เชื่อมระหว่างส่วนเหนือและส่วนใต้ จาก Malden และ Bunker Hill Community College ในทางเหนือ ลงมาผ่าน Chinatown และ Jamaica Plain
  4. สายสีฟ้า: เป็นสายที่คนขึ้นน้อยที่สุด และจะพาเดินทางจากดาวน์ทาวน์ไปยังอควาเรียม สนามบิน ไปจนถึง East Boston และ Revere Beach
  5. สายสีเงิน: อย่าเพิ่งสับสน ความจริงแล้วสายสีเงินเป็นรถบัส (ไม่ใช่รถไฟใต้ดิน) แต่สามารถไปได้ผ่านทางทางเข้าสถานีรถไฟ South Station โดยสายสีเงินนี้จะผ่าน Seapon หรือสนามบิน Logan เร็วกว่าสายสีฟ้าถ้าขึ้นจากแถวดาวน์ทาวน์

‘Inbound’ VS ‘Outbound’

น้องๆ อาจจะงงๆ อยู่บ้างในช่วงแรก แต่ผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ก็จะเดินทางได้จนเชี่ยวชาญแล้ว

‘Inbound’ หมายถึงรถไฟที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง ไปทาง Downtown Crossing และที่อื่นๆ ต่อจากนั้น ในขณะที่ ‘Outbound’ หมายถึงการมุ่งหน้าออกจากดาวน์ทาวน์ ไปยังจุดหมายที่อยู่รอบนอกที่สุด

ระวังให้ดีเวลาเข้าสถานีรถไฟ เพราะบางทางเข้าจะไปยังชานชาลาที่รถมุ่งทางเดียวเท่านั้น ดังนั้นน้องๆ ควรดูป้ายให้ดีๆ ก่อนเข้าไปแล้วจ่ายค่าเดินทาง ไม่อย่างนั้นแล้วก็อาจจะกลายเป็นไปผิดทางได้

ซื้อ Charlie Card

มันคือชื่อของบัตรรถไฟใต้ดินที่น้องๆ สามารถเติมเงินเข้าไป หรือซื้อเหมารอบตลอดทั้งเดือนสำหรับขึ้นรถไฟใต้ดินและรถบัส

ระบบขนส่งในบอสตันเข้าใจยาก มีเรื่องควรรู้สองสามอย่างที่จะช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นมาก ดังนี้

น้องๆ ซื้อบัตรพลาสติก หรือ Charlie Card จากตู้อัตโนมัติที่สถานีไม่ได้ โดยจะซื้อได้เฉพาะตั๋วกระดาษ ซึ่งคุ้มสำหรับการเดินทางตั้งแต่หนึ่งถึงห้าเที่ยว (ขึ้นอยู่กับว่าจ่ายเงินไปเท่าไหร่) แต่ถ้าอาศัยอยู่ในบอสตันเป็นระยะยาว ก็ควรซื้อ Charlie Card เอาไว้จะดีกว่า ราคาค่าเดินทางแต่ละเที่ยวจะถูกลงถ้าใช้บัตรนี้ โดยสามารถหาซื้อได้จากเคาน์เตอร์ขายตั๋วที่ Downtown Crossing, Harvard Square, North Station หรือ South Station

หรือจะไปสอบถาม MBTA Ambassadors สวมเสื้อสีแดงที่อยู่แทบทุกสถานีใหญ่ๆ เขาก็จะขายบัตรแข็งนี้ให้ แล้วน้องๆ ก็สามารถนำไปเติมเงินได้ที่เครื่องอัตโนมัติ

แหล่งซื้อของจำเป็นสำหรับการตั้งต้นใช้ชีวิตที่บอสตัน

เมืองบอสตันไม่ได้ใหญ่มาก ดังนั้นน้องๆ ก็สามารถหาของที่ต้องการได้ในเขตใจกลางเมือง หรือไม่ก็แถวไม่กี่ไมล์จากตัวเมือง

แต่ถ้าเกิดต้องการซื้อข้าวของเครื่องใช้ทีเดียวมากๆ การเช่ารถแล้วออกไปซื้อที่ร้านใหญ่ๆ (อย่างเช่น Target) ที่นอกเมืองก็อาจจะสะดวกกว่า

Newbury and Boylston Streets

ถนนสองสายนี้อยู่ขนานกันในย่าน Back Bay ซึ่งสามารถเดินทางไปได้ง่ายๆ ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีเขียว

ถนนทั้งสองเชื่อมจากถนน Arlington Street ใกล้กับสวน Public Garden ยาวไปถึง Mass Avenue ร้านค้าที่ตั้งอยู่บริเวณสวนจะเป็นร้านเสื้อผ้าราคาค่อนข้างสูง แต่ก็มีร้านค้าอื่นๆ ที่น้องๆ สามารถซื้อของไปแต่งห้องได้ในราคาประหยัดด้วย

T.J. Maxx เป็นร้านขายปลีกราคาย่อมเยาที่มีหลายสาขาทั่วเมือง แต่สาขาที่หัวมุมถนน Newbury และ Mass Avenue จะเดินทางสะดวกที่สุดสำหรับคนที่อาศัยอยู่ใกล้ Boston University และ Boston College

Urban Outfitters ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเองก็มีข้าวของจำเป็นสำหรับหอพักอย่างเก้าอี้เป่าลม ฟูกปูพื้น และผ้าม่านอาบน้ำลายเก๋ๆ

ส่วนของใช้ประจำวันอื่นๆ น้องๆ ก็สามารถซื้อจากร้าน MUJI สาขาถนน Newbury Street ได้เช่นกัน

Downtown Crossing

ใครที่กำลังมองหาค็อกเทลหรือร้านซูชิก็มักจะมาที่นี่กันตอนกลางคืน แต่สำหรับช่วงกลางวัน ย่านนี้จะเต็มไปด้วยนักช็อปและผู้คนนั่งอยู่หน้าจอแล็ปท็อปตามคาเฟ่ต่างๆ น้องๆๆ จะสามารถหาซื้อผ้าเช็ดตัว พรม หรือเครื่องครัวในราคาประหยัดได้ที่ T.J. Maxx และ Marshalls หรือแวะไปที่ Primark ถ้าต้องการซื้อเสื้อผ้าและของแต่งบ้านกระจุกจิกราคาไม่แพง

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีห้างสรรพสินค้า Macy’s และร้านเสื้อผ้าอีกมากมายบนถนนหลายบล็อกในย่าน Downtown Crossing แห่งนี้

สำหรับของจิปาถะอื่นๆ

ถ้ากำลังอยากได้เฟอร์นิเจอร์แต่งอพาร์ทเมนต์ ก็มี IKEA อยู่ทางใต้ของบอสตันในระยะเดินทาง 40 นาทีโดยรถ อย่างไรก็ตาม การเลือกสั่งทางหน้าเว็บไซต์แล้วยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกนิดหน่อยใช้บริการส่งของถึงบ้านก็อาจจะสะดวกกว่า

ถ้าอยากซื้อของทุกประเภทตั้งแต่ตู้โต๊ะชั้นวางของไปจนถึงเครื่องใช้ในห้องน้ำ อาหาร และเสื้อผ้าในที่เดียว Target คือที่ที่ควรไป พวกร้านใหญ่ๆ ใน Somerville, South Boston และ Medford อาจต้องเดินทางไปทางรถ แต่สาขาอื่นที่เล็กกว่าที่ Fenway, Porter Square และ Central Square ก็สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟใต้ดิน แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า ร้านที่อยู่ในตัวเมืองเหล่านี้จะมีของให้เลือกน้อยกว่า

ใช้ชีวิตช่วง 1 สัปดาห์ และ 1 เดือนแรกอย่างไรในบอสตัน

บอสตันเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา และก็เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยรูปปั้นประวัติศาสตร์ ถนนสวยๆ ที่ปูด้วยกรวด ดนตรีสดมากมาย และกิจกรรมฟรีหลากหลาย

ในช่วงระหว่างที่ยุ่งอยู่กับการปรับตัวและจัดห้อง ก็อย่าลืมหาเวลาว่างในช่วงหนึ่งอาทิตย์แรกมาสำรวจบอสตันบ้างนะ

ทำความรู้จักกับย่านที่อาศัยอยู่

อันดับแรกเลยก็ต้องหาร้านประจำสำหรับตัวเองทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านคาเฟ่ที่มีไวไฟฟรี

ย่านอยู่อาศัยบริเวณ Commonwealth Avenue ใกล้ๆ Boston University และ Boston College จะมีทุกอย่างที่น้องๆ ต้องการ ไม่ว่าจะกำลังเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท หรือมาทำงานหลังปริญญาเอกที่บอสตัน

อีกทางเลือกหนึ่งถ้าอยู่แถว Cambridge ใกล้กับ Harvard หรือ MIT ลองที่ Kendall และ Central Square ถ้าต้องการร้านขายของชำ คาเฟ่ บาร์ และร้านอาหารชิวๆ ที่ Harvard Square มีร้านขายเสื้อผ้าอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะร้านที่เป็นเครือใหญ่ รวมไปถึงร้านอาหารที่ดูดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังมีร้านเบอร์เกอร์และร้านอาหารวีแกนอยู่แถวนั้นด้วยหลายร้าน

ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว

หลังจากเริ่มตั้งตัวได้แล้ว ลองเผื่อเวลาทั้งวันสำหรับเดินสำรวจไปรอบๆ ตัวเมือง อาจจะไปเริ่มที่จุดศูนย์กลางอย่าง Boston Common ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟใต้ดิน Park Street ก็ได้

จากจุดนั้นสามารถเดินไปยัง Public Garden ชมวิวสวยสวยๆ ดูบ่อน้ำเล็กๆ และฝูงหงส์ที่จะมาอยู่ที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง จากนั้นมุ่งหน้าไปที่สถานที่ทางประวัติศาสตร์ Beacon Hill ที่มีถนนปูหินกรวด โคมไฟถนนที่จุดด้วยแก๊ซ และคาเฟ่น่านั่ง

Tatte Café & Bakery บนถนน Charles Street ก็น่าแวะไปชมความนิยมทานมื้อสายของคนบอสตัน แต่ร้านจะคนแน่นมากในช่วงวันหยุด (ซึ่งสาขาที่ Harvard Square เองก็คนเยอะไม่แพ้กัน) เดินไปถึงอีกฝั่งของสวน ไปยัง Copley Square ที่มีแลนด์มาร์กอยู่หลายอย่างเช่น Trinity Church, the Boston Marathon finish line, และ the Boston Public Library ห้องสมุดประชาชานที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ และก็ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยและสงบที่สุดสำหรับจะใช้เป็นที่อ่านหนังสือในบอสตัน ซึ่งถ้าจะใช้ไวไฟของที่นี่ก็ต้องมีบัตรห้องสมุดก่อน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ก็ให้ข้อมูลได้ดีอย่าง Duck Tours (โดยน้องๆ จะได้นั่งบนรถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกที่วิ่งไปตามถนนในเมืองก่อนจะขับลงเป็นในแม่น้ำ Charles) ที่นอกจากจะแปลกใหม่แล้วก็ยังช่วยให้ได้เห็นภาพรวมของเมืองได้ในระยะเวลาสั้นๆ อีกด้วย ไกด์ของทัวร์นี้เน้นแสดงความคิดเห็นของตัวเองค่อนข้างมาก ดังนั้นนอกเหนือจากบทเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองแล้ว น้องๆ ก็ยังจะได้สัมผัสอารมณ์ขันตลกหน้าตายที่เข้าใจยากอยู่หน่อยๆ ของชาวบอสตัน

เลยบริเวณ Central Boston และ Cambridge ออกไปอีก

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ ลองแวะไปเดินเล่นชมธรรมชาติแถวพื้นที่สีเขียวของเมืองดู

สวนพฤกษชาติ Arnold ที่ Jamaica Plain (เดินทางไปได้ด้วยรถไฟใต้ดินสายสีส้ม) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่น้องๆ สามารถไปชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม รวมทั้งชมดอกไม้บานในเดือนเมษายนและพฤษภาคมได้ด้วย

ช่วงไหนมีอะไรน่าดูน่าชมบ้าง?

ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรพยายามเข้าร่วมทัวร์และกิจกรรมฟรีที่จัดขึ้นในเมืองให้ได้มากที่สุด

น้องๆ สามารถทัวร์รอบอาคารมลรัฐที่มีโดมสีทองขนาดใหญ่ได้ในช่วงวันจันทร์ถึงวันศุกร์

The Freedom Trail คือกิจกรรมสนุกๆ สำหรับช่วงเย็นๆ ในวันแดดดีที่น้องๆ สามารถไปชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ 16 แห่ง ในระยะทาง 2.5 ไมล์ที่ทอดยาวตั้งแต่จากดาวน์ทาวน์ของบอสตัน North End ไปจนถึง Charlestown และระหว่างทางก็มีจุดแวะซื้ออาหารหลายแห่งอยู่อีกด้วย

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นหรือเดินตามอิฐถนนสีแดงบนทางเท้า แล้วไปเยี่ยมชมบ้านของ Paul Revere, Old North Church, สถานที่สังหารหมู่บอสตัน, สุสานที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง และเรือ USS Constitution เป็นต้น

หลายพิพิธภัณฑ์ เช่น Museum of Fine Arts (MFA), Institute of Contemporary Art (ICA) และ Isabella Stewart Gardener Museum เปิดให้ผู้ถือบัตรนักเรียนเข้าชมฟรีอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง

ขับรถในบอสตันยังไงให้ ‘รอด’

หลายงานวิจัยระบุว่าบอสตันเป็นเมืองในอเมริกาที่แย่ที่สุดสำหรับการขับรถ ถึงแม้ที่นี่จะไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงทางรถมากมายนัก แต่ก็มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง

ถนนเส้นเล็กๆ มักมีรถอยู่แน่นขนัด และเวลาที่ใช้เดินทางโดยรถเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ถึง 45 นาที และคนขับส่วนใหญ่ก็เป็นที่รู้กันว่าชอบทำตัวแปลกๆ

บอสตันเป็นที่รู้จักเรื่องคนขับมักไม่เปิดไฟเลี้ยว และบนทางด่วนก็ชอบขับแซงขึ้นไปทางขวา (ปกติที่อื่นๆ ในประเทศ คนขับรถจะเร่งความเร็วแล้วแซงจากเลนทางฝั่งซ้าย)

แต่ถึงแม้การขับรถที่นี่จะชวนหงุดหงิด ก็ยังมีหลายกรณีที่เดินทางโดยรถสะดวกกว่า โดยเฉพาะถ้าต้องทำงานมหาวิทยาลัยนอกสถานที่ หรือต้องไปฝึกงานในบริเวณที่ออฟฟิศมักไปกระจุกตัวกันอยู่อย่างเช่นบริเวณนอกเมือง ข้างทางด่วนหมายเลข 95

นอกจากนี้ ถ้าใครอยากจะใช้เวลาช่วงบ่ายเพื่อไปซื้ออุปกรณ์และของต่างๆ จากร้านที่มีเฟอร์นิเจอร์ขายอย่าง Target หรือต้องไปทำธุระหลายๆ ที่ รถก็เป็นวิธีการเดินทางที่เร็วและสะดวกกว่าการจะต้องหอบหิ้วข้าวของถุงใหญ่ขึ้นไปเบียดคนบนรถไฟใต้ดิน

ลองไปดูเคล็ดลับเหล่านี้ ที่จะช่วยให้การขับรถในบอสตันชวนหงุดหงิดน้อยลงได้บ้าง

ใช้แอปพลิเคชั่นนำทาง

ถนนในบอสตันไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับรถวิ่ง (ถนนหลายเส้นเป็นทางวัวเดินในยุคอาณานิคม)

กูเกิ้ลแมปหรือ Waze ที่มีระบบสั่งการด้วยเสียงจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการเจออะไรชวนปวหัวอย่างถนนทางเดียวหรือวงเวียนที่มีหลายทางออก เป็นต้น ทางด่วนรอบตัวเมืองก็มักมีทางลงอยู่ฝั่งซ้ายมือและป้ายบอกทางที่ไม่ค่อยบอกระบุมีทางลงทางด่วนแต่เนิ่นๆ ส่วนใหญ่เป็นป้ายที่กว่าจะเห็นก็เปลี่ยนเลนหลายเลนไปไม่ทันแล้ว ดังนั้นแอปประเภทนี้จึงจะมีประโยชน์มาก

ระวังแถว Storrow Drive

ควรระวังไว้เป็นพิเศษในช่วงต้นเดือนกันยายนที่นักเรียนจะทยอยกันย้ายเข้ามาอยู่

ถนนที่วิ่งไปตามแม่น้ำ Charles มักมีสะพานหรือทางข้ามเตี้ยๆ ที่รถบรรทุกขนาดใหญ่อย่างเช่นรถขนของวิ่งลอดไปไม่ได้ และถึงแม้ว่าจะมีป้ายบอกตั้งแต่ตรงทางเข้าแล้ว แต่ละปีก็จะมีอยู่ครั้งสองครั้งที่รถบรรทุกติดตรงทางลอดนี้และทำให้รถติดยาวเป็นชั่วโมงๆ

การจราจรช่วง rush hour เป็นสัจธรรมของชีวิตประจำวัน

เตรียมใจล่วงหน้าเอาไว้เลยว่าระยะทางแค่ 3 ถึง 5 ไมล์จะต้องใช้เวลาเดินทาง 30 ถึง 40 นาทีในช่วงวันธรรมดา

หลีกเลี่ยงคนขับรถใจร้อนด้วยการขับในเลนกลางหรือเลนขวาที่รถวิ่งช้ากว่า และใช้เลนทางซ้ายเพื่อเร่งความเร็วเวลาต้องการจะแซงเท่านั้น

เช่ารถ

ถ้าไม่ได้จำเป็นต้องขับรถทุกวัน การเช่ารถเฉพาะตอนที่จำเป็นก็เป็นวิธีที่จะช่วยให้ไม่ต้องเครียดมาก

อพาร์ทเมนต์ส่วนใหญ่คิดค่าเช่าที่จอดรถ (ปกติราคาประมาณ $150 ถึง $300) และบ้านหรือที่พักในแถบตัวเมือง ซึ่งนับรวมแถวใกล้ Boston University, Boston College, Harvard และ MIT ไม่มีที่จอดรถ ซึ่งหมายความว่าก็ต้องไปจอดรถริมถนนที่ก็ไม่ได้กว้างมากนัก และมักจะมีรถจอดแน่นจนกันชนชิดกันเรียงรายริมขอบทางเท้า

ที่บอสตันมบริษัทให้เช่ารถมากมาย ดังนั้นเมื่อต้องการใช้รถขึ้นมาก็สามารถหาเช่าได้ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทมักคิดค่า ‘ผู้เช่าอายุน้อย’ เพิ่ม สำหรับคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี

นอกจากนี้แล้วน้องๆ ยังจำเป็นต้องมีใบขับขี่และบัตรเครดิตหรือเดบิตที่เป็นชื่อของตัวเองด้วย มีบริการที่ชื่อ Zipcar ที่สามารถเข้าใช้งานได้โดยจ่ายเงินค่าใช้งานรายเดือน ($7) และจ่ายค่าเช่ารถเป็นรายชั่วโมง คนขับรถที่เป็นชาวต่างชาติจะต้องใช้ทั้งใบขับขี่และพาส์ปอร์ตในการสมัคร และถ้าอายุต่ำกว่า 21 ปีก็จำเป็นต้องให้หลักฐานการสังกัดวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยด้วย

✔️  IDP เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยกว่า 180 สถาบันในประเทศอเมริกา

✔️  IDP ส่งนักเรียนไปศึกษาต่อกว่า 450,000 คน ทั่วโลก

✔️  IDP ได้รับความไว้วางใจจากนักศึกษาทั่วโลกและเปิดให้บริการมากกว่า 50 ปี

✔️  IDP คือผู้นำด้านการเรียนต่อที่มีสาขาใหญ่ที่สุดในโลก

เรียนต่ออเมริกากับ IDP

บทความน่าสนใจ

โปรดเลือกระดับการศึกษา

ใส่คำค้นหา เลือกจากรายการหรือกดค้นหา

  • เริ่มค้นหาตอนนี้ เลือกจากรายชื่อหรือกดค้นหา

  • ใส่คำค้นหา เลือกจากรายการหรือกดค้นหา

โปรดพิมพ์ และเลือกสถาบัน

  • พิมพ์ตัวอักษร 3 ตัวของชื่อมหาวิทยาลัย และเลือกจากลิสต์

  • กรอกชื่อมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียน และเลือกจากลิสต์